วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553

“เงาของไมรา”

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๕๔
 เงาของไมรา
เหมือนใจ
            ใครๆ ในโรงเรียนทั้งครูอาจารย์รวมไปถึงบรรดานักเรียนต่างพากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ว่าไมราเปลี่ยนไป...
            ทุกคนสังเกตเห็นกิริยาที่กระด้างกระเดื่อง บางครั้งก็ดูก้าวร้าว ขาดสัมมาคารวะที่พึงมี ซ้ำร้ายยังมีทีท่าก๋ากั่นอย่างที่ไมราไม่เคยได้แสดงให้เห็น หลายคนสันนิษฐานว่าคงเป็นเพราะความสะเทือนใจอย่างรุนแรงต่อการจากไปอย่างกะทันหันของดร.เมธาและคุณรื่นรตรี พิทักษ์ธรรม ผู้เป็นบิดามารดาเมื่อสองสามเดือนก่อนก็เป็นได้ เพราะกิริยามารยาทที่งดงาม ความเอาใจใส่ต่อวงสนทนาของบุคคลรอบข้าง เพราะอย่างไรเสีย บารมีของบิดามารดาที่สั่งสมไว้ในฐานะผู้อุปการะคุณกิจกรรมโรงเรียนเสมอมาย่อมคงมีอยู่ ในขณะเดียวกัน คนส่วนใหญ่ไม่ใคร่จะตำหนิหล่อนนัก...ออกจะสงสารและเห็นใจเสียด้วยซ้ำที่เด็กนักเรียนดีเด่นอย่างหล่อนต้องพบกับชะตากรรมที่เลวร้าย หากแต่ไมราก็ดูเหมือนจะเพิกเฉยต่อการยื่นมือช่วยเหลือเพื่อหวังบำบัดจิตใจจากอาจารย์ หลายคนรำคาญ...แต่อีกหลายคนก็พร้อมจะให้เวลาแก่หล่อนมากกว่านี้
            เด็กสาวทะนงตนเสมอว่าไม่มีใครที่จะกล้าแตะต้องหล่อน ในเมื่อหล่อนคือไมรา พิทักษ์ธรรม ที่ทุกคนเกรงอยู่วันยังค่ำ!
           
            ใครที่ได้รู้จักไมราก็ล้วนรักหล่อน...
            เพราะไม่เพียงแต่ไมราจะประพฤติตนสมกับฐานะของนักเรียนระดับมัธยมปลายอย่างไม่ขาดตกบกพร่องแล้ว หล่อนยังมีรูปโฉมที่งดงามสมวัย...ผิวแก้มนวลปลั่งเป็นสีชมพูระเรื่อ...ดวงตากลมโตมีสีเหลือบน้ำตาลประกายวาววาม...จมูกเรียวแหลมปลายรั้นเล็กน้อยวางอยู่เหนือริมฝีปากอิ่มเต็มที่มีสีแดงฉ่ำอยู่เป็นนิจ...ผมยาวเนียนสีดำขลับถูกผูกรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย
            เด็กหนุ่มในโรงเรียนหลายคนต่างต้องเหลียวหลัง บางครั้งอาจสะเทิ้นอายจนแทบลงไปนั่งกอบกับพื้นเสียทุกคราวที่หล่อนเดินผ่าน...หล่อนคนมีท่าทีจริงจัง คล้ายจะเกี้ยวพาราสีโดยแจ้ง แต่ไมราก็นิ่งเฉยเสีย...ไม่เคยแสดงกิริยาใดที่ไม่งามให้ถูกติฉินได้ ทั้งยังคงวางตนอยู่ในฐานะที่สมควร...ในฐานะที่เป็นลูกสาวของดร.เมธาและคุณรื่นรตี พิทักษ์ธรรม ผู้ที่ทุกคนในโรงเรียนต้องรู้จัก
            แม้ไมราจะไม่แสดงออกด้วยสายตาดูถูกผู้ใด แต่หล่อนก็สำนึกเสมอว่า หล่อนเป็นดั่งดอกฟ้า ส่วนบรรดาเด็กหนุ่มที่รายล้อมนั้นย่อมไม่พ้นที่จะเป็นหมาวัด
            บ้านของไมราเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ ตั้งอยู่ห่างไกลจากโรงเรียนอยู่อักโข ทั้งยังอยู่โดดเดี่ยวบนเนินกว้าง...ห่างไกลชนิดที่ว่าต้องอาศัยรถส่วนตัวเท่านั้นจึงจะเข้าถึง
            บ้านหลังใหญ่ หากเป็นที่พำนักของเพียง ๔ ชีวิต...คุณพ่อ คุณแม่ ไมรา และ มารี
            มารีเป็นน้องสาวฝาแฝดของไมรา...ไมรากับมารีใบหน้าที่เหมือนกันราวกับยืนมองดูตัวเองจากเงาสะท้อนของกระจก หากแต่หล่อนกลับไม่ได้คุ้นเคยวิสาสะกับน้องสาวเช่นที่ควรเป็นอย่างสิ้นเชิง
            ตั้งแต่ไมราจำความได้ หล่อนกับมารีแทบจะนับครั้งที่พบหน้าและสนทนากันได้ มารีเป็นคนที่มีบุคลิกแตกต่างจากไมราอย่างสุดขั้ว หล่อนพูดจาไม่คล่องจนคู่สนทนาอาจจะพาลอึดอัด นานๆ ครั้งจึงจะได้เห็นรอยยิ้มจากหล่อนสักที
            การถูกกักอยู่ในห้องนอนชั้นบนเพียงลำพังตลอดมาของมารี ยิ่งแยกหล่อนให้ห่างไกลจากไมราและคนอื่นๆ จนไมราเองก็แทบไม่รู้จักน้องสาว ยิ่งคนข้างนอกยิ่งไม่มีใครรู้จักมารี!
            ไมราเคยนึกสงสารน้อง...แต่พ่อกับแม่ก็บอกทุกครั้งว่า
             มารีเกิดมาก็ไม่สบายน่ะลูก แกไม่สามารถจะไปคลุกคลีกับใคร ไม่สามารถจะไปเจออากาศภายนอก เพราะร่างกายของแกติดเชื้อได้ง่าย การอยู่ในห้องปลอกเชื้อตลอดเวลาจึงปลอกภัยต่อชีวิตแกที่สุด
            แต่ไมราก็เคยสงสัย...ทำไมพ่อกับแม่ก็ไม่เคยบอกใครว่ามีลูกสาวสองคน ทุกครั้งที่ไมราถูกแนะนำก็ในฐานะลูกสาวโทนของพ่อแม่ ข้อนี้พ่อกับแม่บอกว่า
             ในเมื่อมารีไม่อาจออกไปพบปะใคร พ่อก็ไม่อยากให้ใครรู้จักแก เพราะเดี๋ยวจะเกิดการเปรียบเทียบ ทุกคนจะต้องสงสารมารีและอาจจะพูดให้มารีรู้สึกเสียใจที่ต้องอยู่คนเดียวมากขึ้น
            ด้วยเหตุนี้ พ่อกับแม่จึงสร้างโลกของมารีขึ้นมาใหม่...เป็นโลกส่วนตัวที่มีเพียงตัวหล่อน พ่อ แม่ และพี่สาว ไร้ซึ่งเพื่อนหรือคนรู้จัก...ไม่ได้รับรู้ข่าวสารใดๆ ...อยู่ในโลกที่เหมือนสร้างไว้อย่างสำเร็จสมบูรณ์แล้ว...พ่อบอกว่าชีวิตของมารีเป็นของพระผู้เป็นเจ้าที่ประทานมาและทรงลิขิตชีวิตไว้โดยเรียบร้อยแล้ว...น้องสาวของไมราจึงมีชื่อว่า มารี
            และเพราะความคิดเช่นนี้ ไมราจึงไม่แปลกใจที่พ่อจะดุคนรับใช้สูงอายุคนหนึ่งที่จ้างไว้แบบเช้าไปเย็นกลับทุกครั้งที่ทางทำทีสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ให้นางเยื้องกรายขึ้นชั้นบน
            ไมราคิดอยู่เสมอว่าเป็นวิธีการที่โหดร้ายมากสำหรับชีวิตหนึ่งที่ถือกำเนิดมา...แต่หล่อนก็ไม่รู้จะช่วยน้องสาวได้อย่างไร ในเมื่อพ่อกำชับเสมอว่า
             อย่าคิดให้น้องออกมาหรือให้ใครพบเด็ดขาดไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะน้องอาจจะตายได้ง่ายๆ ลูกคงไม่อยากให้น้องตายใช่ไหม?”
            มารีเป็นน้องของไมรา...มีหรือที่ไมราจะอยากให้น้องตาย
 
            แต่ดร.เมธาและคุณรื่นรตีคงไม่ทันนึกว่าตนเองจะมีชีวิตที่สั้นนัก...
            ทั้งสองจึงไม่เคยแนะแนวทางใดๆ แก่ไมราเลยว่า เมื่อสิ้นพ่อกับแม่ไปแล้ว ไมราจะจัดการกับชีวิตน้องสาวของหล่อนอย่างไร
            ไมราเองจึงแทบจะสิ้นสติเมื่อได้รับทราบข่าวว่าพ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุขับรถตกไหล่เขา...เสียชีวิตในทันทีทั้งคู่
            ไมรามืดแปดด้าน...ทำอะไรไม่ถูก เพราะหล่อนไม่มีญาติคนไหนหลงเหลือ...ยังดีที่ว่าดร.เมธาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง ในฐานะที่เคยประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาไม่น้อย บวกกับเป็นที่รู้จักกว้างขวางในหมู่ครูบาอาจารย์ที่โรงเรียนของหล่อน พิธีฝังศพจึงผ่านพ้นไปด้วยดีด้วยความช่วยเหลือของพวกเขาเหล่านั้น
            ถึงแม้ไมราจะทำอะไรไม่ถูก แต่ที่หล่อนจำได้ชัดนักก็คือเรื่องของมารี...
            ไมราจึงยังคงปิดเรื่องนี้อย่างมิดชิด...หล่อนพอรู้ในเรื่องพื้นๆ เช่นว่า มารีต้องกินอะไร หล่อนก็จัดให้ตามนั้น กิจกรรมอื่นๆ ดูเหมือนมารีจะจัดการได้ด้วยตัวเองในห้องของหล่อน
            จนเมื่อวันหนึ่งที่มารีเอ่ยขึ้นมาว่า
             ฉันอยากออกไปข้างนอกบ้าง...ข้างนอกมีอะไร?”
            ไมราอึกอัก
             ออกไปไม่ได้หรอก ข้างนอกมันอันตรายต่อมารีมาก แล้วจริงๆ แล้วข้างนอกก็ไม่เห็นมีอะไร
            ไมราปด แต่ก็เพียงไม่กี่ครั้ง เพราะเมื่อถูกรบเร้าเข้าบ่อยๆ หล่อนก็ชักจะตอบไม่ถูก โดยเฉพาะเมื่อมารีบอกเล่าบางอย่างให้ฟัง...ที่ทำให้ไมราถึงกับชาวาบไปทั้งตัว
             รู้ไหม ทำไมพ่อกับแม่ไม่ให้เราออกไป ไม่ใช่เพราะเราเป็นโรคอะไรหรอก แต่เพราะพ่อกับแม่เกลียดเรา เขาพูดเสมอว่าเราไม่ใช่ลูกเขา แต่เป็นลูกของพระเจ้า สักวันเราก็ต้องกลับไปเป็นของพระเจ้าในไม่ช้า
            ไมราคิดว่ามารีโกหก...แต่ก็มองหาเหตุผลที่หล่อนจะต้องโกหกไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่เห็นเหตุในการกระทำของพ่อกับแม่ด้วยเช่นกัน
             ไมรา...ให้เราออกไปเถอะนะ อยู่แต่ในบ้านก็ยังดี เราไม่เป็นอะไรจริงๆ ...เชื่อเราเถอะ
            น้ำเสียงออดอ้อนผสานกันบแววตาเว้าวอนของมารีทำให้ความสงสารที่มีอยู่เป็นทุนเดิมในใจเราเพิ่มมากขึ้น หล่อนจึงตัดสินใจอนุญาตให้มารีออกมาเดินเล่นได้ แต่ก็ให้อยู่เฉพาะชั้นบน
            ไมราออกจะแปลกใจที่มารีไม่มีอะไรต่างจากหล่อนเลย...มารีเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว มีความจำเป็นเลิศ เพียงหล่อนติดตามดูรายการโทรทัศน์ไม่กี่ครั้งก็ดูเหมือนจะเข้าใจได้โดยง่ายไปเสียหมด ที่สำคัญคือไม่มีปฏิกิริยาผิดปกติใดๆ ต่อสภาพแวดล้อมภายนอกแม้สักนิด ผิดไปจากที่พ่อบอกไว้จริงๆ
            แต่ไมราก็ไม่รู้ว่า...การตัดสินใจของหล่อนครั้งนั้น มันทำให้ชีวิตของหล่อนเปลี่ยนไปแบบพลิกฝ่ามือเลยทีเดียว!
 
            หมู่นี้ ไมราชอบเดินบิดสะโพกไปมาจนเกินพอดี บางครั้งก็เคี้ยวหมากฝรั่งหงับๆ ในปาก แล้วก็บ้วนทิ้งเรี่ยราดเสียอย่างนั้น สายตาของคนรอบข้างที่จับจ้องมายังหล่อนดูจะไม่สร้างความหนักใจให้แม้แต่น้อย...
            ไมรารู้สึกมีความสุขที่สุดในโลกที่ได้ทำตัวหยาบกระด้างเสียบ้าง...นี่ถ้าพ่อกับแม่ยังไม่ตาย หล่อนคงไม่มีโอกาสได้ทำตัวอย่างนี้ หรือถ้าทั้งสองยังอยู่ก็คงช็อคตายแทนเป็นแน่
            ไมราไม่รู้จักถูก รู้จักผิด เหมือนหล่อนปราศจากหัวใจที่มีเลือดเนื้อ หล่อนไม่รู้สึกรู้สมกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบข้าง ใครจะเป็นเช่นไรก็ช่าง...หล่อนมีความสุขก็เป็นพอ
            หล่อนยินดีกับชะตาของตนในวันนี้ และสาปแช่งเวลาที่ผ่านไปในชีวิต...รวมทั้งสาปแช่งพ่อแม่ไปถึงปรโลก ในเมื่อพ่อกับแม่ไม่เคยรักหล่อนเลยสักนิดเดียว
            ที่เขาบออกกันว่าหล่อนเปลี่ยนไปเพราะพ่อกับแม่ตายอย่างกระทันหัน จนหล่อนสะเทือนใจอย่างหนักนั้น...ไมราจึงรู้แก่ใจว่าไม่ใช่
            ไมราไม่เคยเปลี่ยนไปเพราะนี่แหละคือไมราตัวจริง...ใครจะไปเหมือนมารีที่ขังตัวอยู่ในห้องนั่นล่ะ นั่นมันเป็นน้องสาวของไมราที่สติไม่สมประกอบ ขังมันไว้อย่างนั้นแหละดีแล้ว...ความจริงก็ไม่มีใครรู้ว่ามีคนชื่อมารีอยู่ในโลกนี้มาตั้งแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ...และความจริงก็คือไมราไม่นึกอยากมีฝาแฝดสักหน่อย
            หล่อนไม่อยากมีคนที่เหมือนกับหล่อนราวกับส่องดูเงาตัวเองจากกระจก...ไม่อยากมีแม้แต่เงาที่พาดเป็นทางยามเมื่อแสงแดดส่องผ่าน...หากต้องอยู่ในมุมมืด...มองไม่เห็นเงาของของตัวเอง...ไมราก็ยินดี!
            วันนี้...ไมราจึงขอมีความสุขให้สมใจ บาปกรรมที่พ่อกับแม่เคยทำไว้ หล่อนจะไม่ขอจดจำ และก็ไม่ขอสำนึกถึงบุญคุณที่เขาสร้างชีวิตหล่อนขึ้นมาด้วย...
            ถึงแม้เขาจะสร้างชีวิตหล่อนขึ้นมาจริงๆ ก็ตามเถิด!
            กระนั้น ไมราก็ยังขอบุณพ่อที่อุตส่าห์เหลือสมุดบันทึกไว้ให้หล่อนได้อ่าน...ให้หล่อนได้รู้ว่า จริงๆ แล้ว กำพืดของตนเองเป็นอย่างไร
            กำพืดที่ว่า...หล่อนไม่ใช่ลูกของพ่อกับแม่...
            และหล่อนไม่ได้เป็นมนุษย์...
            หากแต่เป็นโคลนนิ่ง!
            พ่อโคลนหล่อนขึ้นมาเพื่อเก็บอวัยวะไว้ให้ลูกสาวคนเดียวของเขาได้ใช้ยามที่จำเป็น!
            แต่ไมราก็คิดว่าหล่อนยังพอมีความกตัญญู...ไมราจึงทำตามคำสั่งของพ่อ...อย่าให้มารีออกมาภายนอก เพราะข้างนอกมันอันตรายต่อชีวิตของมารี...มารีอยู่ในห้องนั้นแหละดีที่สุดแล้ว
            ส่วนข้างนอกนี้...ปล่อยให้เป็นอาณาจักของลูกสาวคนเดียวของพ่อที่ชื่อไมรา พิทักษ์ธรรม คนนี้ก็แล้วกัน
            มารีคิด...

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๑๙

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๑๙

ใจดวงหนึ่ง

กานต์ กีรติ


เรือนไม้ขายน้ำสงบนิ่งอยู่ใต้ร่มเงาของประดู่ใหญ่ใบหนาและมวลไม้หลากพันธุ์ทั้งขนม เงาะ มะพร้าว มะม่วง ทุเรียนซึ่งออกดอกออกผลให้เจ้าของบ้านได้พึ่งพาทั้งปากท้องของตนเอง และแบ่งส่วนที่เหลือไปเจือจานญาติสนิทมิตรสหายก่อนจะนำที่ยังพอมีไปขายที่ตลาดเพื่อเป็นรายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ จากรายได้หลักค่าเช่านาที่ต่างจังหวัดซึ่งก็มากเกินพอแล้วสำหรับสองชีวิตที่อยู่กันอย่างสมถะ และมีความรู้สึก “พอ” เต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจ


ในบางครั้งที่ว่างและมีเวลา ทั้งแม่และลูกสาวก็จะช่วยกันทำขนมทั้งทองหยิบ ทองหยอด ปอยทอง ขนมสอดไส้ ฯลฯ ลงเรือไปขายหลังโรงเรียนในละแวกนั้นก่อนโรงเรียนเล็กในตอนเย็น แต่ชาวบ้านร้านถิ่นที่เคยได้ลิ้มชิมรสขนมของยายยี่สุ่นและพวงแสดผู้เป็นลูกสาวก็มักจะรอคอยโอกาสดีๆ เช่นนี้อยู่เสมอ จึงมีบ่อยครั้งที่ขนมจะหมดก่อนโรงเรียนจะเลิกเรียนเสียด้วยซ้ำ


มีพ่อค้าแม่ค้าหัวใสเคยมาขอให้ทั้งสองทำขนมส่งที่ร้านของตนเป็นประจำโดยอ้างกำไรดอกผลที่งดงามน่าตื่นตาตื่นใจ ทว่าสองแม่ลูกก็ปฏิเสธไปอย่างสุภาพเพราะไม่อยากสร้างข้อผูกมัดและที่สำคัญมิได้เห็นว่ารายได้งามๆ นั้นจะก่อสุขให้กับชีวิตที่สงบและเพียงพอแล้วนี้แต่อย่างใด


ลูกชายสามคนของยายยี่สุ่นได้ร่ำเรียนสูงๆ แต่งงานมีเหย้าเรือนแยกตัวไปอยู่ต่างหาก นานๆ จึงจะกลับมาเยี่ยมเยียนแม่และพี่สาว...และมักจะมากันในช่วงที่มวลไม้ออกลูกออกผลสะพรั่งไปทั้งสวน พวกเขาเก็บกอบกันใส่รถใส่ให้มากที่สุดเท่าที่เนื้อที่ของรถจะบรรจุได้


“จะเอาไปฝากเพื่อนที่ทำงาน”


ทุกคนอ้างเมื่อรู้สึกกระดากขึ้นมาเล็กน้อยเพราะมิไดมีส่วนมาดูดำดูดีเลยแม้แต่น้อย และหากช่วงไหนผลไม้ชนิดใดมีราคาแพง พวกเขาก็จะอ้างถึง “เจ้านาย” “ผู้มีพระคุณ” “ญาติฝ่ายภรรยา” ฯลฯ สารพัดสาพันที่พวกเขาจะเอ่ยอ้างได้ แต่พอมารดาเอ่ยปากว่า


“มาเอาไปขายบ้างก็ได้นี่”


พวกเขาจะทำท่าทีแปลกๆ ราวเดียดฉันท์กับอาชีพที่แม่ออกปากนั้น


“ผมเป็นข้าราชการ เป็นเจ้าหน้าที่บริษัทใหญ่ๆ โตๆ จะทำพิเรนทร์อย่างที่แม่บอกได้ยังไง”


ยายยี่สุ่นสงบปากสงบคำ ทั้งที่รู้สึกสะท้อนใจอยู่ลึกๆ อยากบอกลูกๆ เหลือเกินกว่า ก็อาชีพค้าขายผลหมากรากไม้และค่าเช่านาไม่กี่มากน้อยน่ะแหละที่เลี้ยงพวกเจ้ามาจนโต ได้ร่ำเรียนสูงๆ ได้งานทำที่ดีๆ มีครอบครัวและมีความสุขอยู่ทุกวันนี้ แต่อย่างไรก็ตามแม่ก็มิได้ต้องการให้ลูกๆ สืบทอดอาชีพคนสวนเหมือนพ่อและแม่รวมทั้งพี่สาวซึ่งเลือกจะลาออกจากโรงเรียนมาช่วยแม่ทำงานเมื่อพ่อตายจากไปเพื่อส่งเสียน้องชายทั้งสามให้ร่ำเรียนจนเป็นใหญ่เป็นโต


ยายยี่สุ่นดีใจและสุขใจที่ลูกๆ ของเราได้ดีและมีความสุข การมาเยี่ยมเยียนของลูกไม่ว่าจะในลักษณะการเช่นใด แกก็พอใจและรับพฤติกรรมหลากหลายนั้นได้เสมอ


จะมีบ้างก็คือความรู้สึกสะเทือนใจที่แกไม่อาจส่งเสียให้ลูกทุกๆ คนได้ดิบได้ดีเหมือนๆ กัน แต่คราใดที่ยายยี่สุ่นปรารภกับลูกสาว แกก็จะได้คำตอบปลอบโยนกลับมาเสมอ


“หนูสมัครใจลาออกเองนี่แม่...แม่ไม่ได้บังคับหนูสักหน่อย...ตอนนั้นพ่อเสียใหม่ๆ น้องๆ ก็ยังเล็กถ้าหนูไม่ออกมาช่วยแม่ แม่ก็คงไม่ไหวให้น้องๆ เขาเรียนนั่นแหละดีแล้วล่ะจ้า เขาเรียนเก่งๆ กันทั้งนั้น...เราคงพึ่งพาพวกเขาได้ตอนแก่นะแม่นะ...”


ตอนแรกยายยี่สุ่นก็คิดเหมือนลูกสาวแต่วันเวลาและความผันแปรต่างๆ ทำให้แกเริ่มแน่ใจว่าสิ่งที่ลูกสาวและแกเคยคาดหวังไม่มีวันที่จะเป็นไปได้


หลายๆ ครั้งที่แกร่ำๆ จะออกปาฝากฝังลูกสาวคนโตไว้กับน้องๆ แต่พฤติกรรมของลูกชายทั้งสามทำให้แกต้องปิดปากเงียบเก็บงำความรู้สึกทุกข์ท้องกังวลใจและความห่วงใยลูกสาวคนโตไว้แต่เพียงลำพังและเพียงภาวนาให้ลูกสาวได้พบรัก ได้แต่งงานกับคนดีๆ เพื่อว่าวันที่แกต้องลาจากโลกนี้ไปตามวัฎฎจักรของธรรมชาติ แกจะได้นอนตายตาหลับทว่านี่ก็อีกความหวังหนึ่งที่เลือนรางและเป็นไปได้น้อยเต็มที


“หนูไม่ใช่คนสวย ความรู้ก็น้อย ใครเขาจะมาชอบ” ลูกสาวให้เหตุผลด้วยเสียงเรียบๆ มีรอยยิ้มอ่อนๆ บนใบหน้าที่อ้างว่าไม่สวยนั้นบางๆ น้ำเสียงที่พูดไม่ส่อถึงความรู้สึกน้อยใจ สะเทือนใจหรือกระทบกระแทกผู้ใดแต่เป็นพูดของผู้ที่มีจิตใจงามและมีสติอยู่ครบถ้วย “อีกอย่างหนูอยากอยู่กับแม่ไม่อยากแต่งงานออกเรือนไปเลย หนูอยู่อย่างนี้ก็สบายดีแล้วนี่แม่...”


“แต่แม่เป็นห่วงเอ็ง...” ยายยี่สุ่นบอกลูกสาวไปตรงๆ “ถ้าแม่ตายแล้วเอ็งจะอยู่กับใคร เอ็งคิดจะไปพึ่งน้องๆ เขาเหรอ...เอ็งก็รู้นี่ว่าพึ่งพวกเขาได้ยาก”


“จ้ะ...หนูรู้...แต่ไม่เป็นไรหรอก เวลานั้นยังมาไม่ถึง ไว้มาถึงก็คงหาทางออกได้เองแหละ แต่แม่ก็ยังแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยอะไรสักหน่อย อย่าเพิ่งพูดเรื่องตงเรื่องตายเลยจ้ะ...”


เมื่อลูกสาวสรุปออกมาในรูปนี้ ยายยี่สุ่นก็ต้องเก็บปากเก็บคำ เก็บความรู้สึกกังวลวิตกทุกข์ร้อนทั้งหมดทั้งมวลไว้ในส่วนลึกอีกเช่นเดิม


ทว่าไม่นานนัก ลูกชายคนโตก็หอบลูกน้อยมาพร้อมกับภรรยา แรกๆ ยายยี่สุ่นกับพวงแสดลูกสาวต่างก็พากันงุนงงกับปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยครั้งเช่นนี้ เพราะตั้งแต่มีครอบครัว ลูกชายคนโตมาเยี่ยมเยียนแกและลูกสาวพร้อมภรรยาแทบจะนับครั้งได้ แต่ในคราครั้งนี้เขามาพร้อมลูกชายคนแรก มาด้วยจุดประสงค์ที่ยายยี่สุ่นและลูกสาวพอจะเดาได้ในทันที กระนั้นการต้อนรับขับสู้และความยินดีต่อการมาเยือนโดยเฉพาะสมาชิกใหม่ก็มีอยู่มากโข


“ฉันเอาตาเบิร์ทมาให้แม่กับพี่พวงช่วยเลี้ยงเพราะครบกำหนดวันลางานแม่เขาแล้ว ตอนนี้คนใช้ที่บ้านก็ไม่มีไอ้ที่เคยมีก็อ้างว่ากลับไปเยี่ยมบ้านที่ไหนได้หายหัวไปเลย ดีที่มันไม่แอบฉกเอาของมีค่าไปด้วย...พวกนังคนใช้นี่ไว้ใจไม่ได้จริงๆ ...” ลูกชายคนโตเล่าอย่างสรูปรวมโดยไม่ยอมแบ่งแยกให้เหลือคนใช้ที่ดีไว้บ้างเลย “ครั้นจะจ้างเขาเลี้ยงก็ไว้ใจใครได้ที่ไหน...ฉันเห็นก็แต่แม่กับพี่พวงนี่แหละที่น่าไว้ใจที่สุด...ช่วยเลี้ยงหลานหน่อยนะแม่...นะพี่พวง...” ตอนท้ายเขาทำเสียงวิงวอนชวนให้น่าเห็นใจ “สายสัมพันธ์จะทิ้งกันยังไงใช่ไหมแม่...เอาเป็นว่าฉันจะให้ค่าเลี้ยงดูเดือนละพัน นม เนย หยูกยาอาหารจะคิดต่างหาก ไว้พอเข้าโรงเรียนหรือฉันหาคนใช้ได้ ฉันจะมารับลูกไป...ตกลงนะแม่...นะพี่พวงนะ...”


มีครั้งไหนบ้างหรือที่ยายยี่สุ่นและลูกสาวจะปฏิเสธการขอร้องของผู้เป็นลูกและน้องได้ แม้ในครั้งนี้จะเป็นภาระที่มิใช่เล็กน้อยเพราะต้องหมายถึงผู้รับภาระจะต้องพร้อมทั้งด้านกำลังกาย กำลังใจ และเวลาซึ่งต้องทุ่มเทให้กับการเลี้ยงเด็กอ่อนที่ไม่มีช่วงให้ผละห่างหรือทอดทิ้งได้เลยแม้แต่เวลาเดียว...


“ถ “ถ้าพันเดียวน้อยไป...ผมให้พันห้าก็ได้”


ลูกชายเสนอทั้งๆ ที่อีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะต่อรองขึ้นเลยแม้แต่น้อย


“เรื่องเงินเรื่องทองน่ะไม่สำคัญหรอก” พี่สาวแย้งขึ้นเบาๆ ในลักษณะมองผู้พูดน้อยไม่มากเรื่องและจำยอมมาโดยตลอด “แต่พวกเธอต้องมาดูแลลูกบ้างไม่ใช่ทิ้งไปเลย”


“โธ่...ใครจะทิ้งได้ลง ลูกทั้งคน เบิร์ดมันก็น่ารัก นี่ถ้าไม่ติดขัดที่ทำงานทั้งสองคน เราคงไม่มารบกวนแม่กับพี่พวงหรอก”


“เออ...ข้ารู้แล้วแหละว่าพวกเอ็งมีปัญหา” ยายยี่สุ่นพูดก่อนจะปรารภว่า “ลูกเอ็งชื่ออะไรนะ...ชื่อฝรั่งมังค่าใช่หรือเปล่า ข้าเรียกไม่ถูกหรอก”


ลูกชายหัวเราะ ดูสีหน้าคลายเครียดและคลายความกังวลลงมากเมื่อรู้ผลของการเจรจาที่เป็นไปในทางบวก


“ชื่อเบิร์ดฮะแม่...เบิร์ดแปลว่านก...”


“งั้นข้าเรียกนกก็แล้วกันนะ...ง่ายกว่าที่เอ็งเรียกตั้งเยอะ”


“ตามใจแม่เถอะ...จะเรียกอะไรก็ช่าง แล้วฉันกับดาจะมาดูแลลูกทุกอาทิตย์นะแม่”


“จะมารับไปนอนคืนวันศุกร์กับวันเสาร์ก็ได้นี่ ลูกจะได้อยู่กับพ่อแม่บ้าง”


คำแนะนำอย่างหวังดีของยายยี่สุ่นกลับถูกปฏิเสธพัลวัน”


“ไม่ได้หรอกแม่ วันหยุดผมกับดาต้องพักผ่อนเพราะทำงานมาตั้งห้าวันแล้ว ขืนอดตาหลับขับตานอนดูแลลูกทั้งคืนคงไม่ไหว เราแวะมาดูตอนกลางวันดีกว่า หรือหากวันไหนว่าง ผมกับดาก็จะแวบมาหาก็แล้วกัน”


ผู้มาเยือนขอตัวกลับไปแล้วทิ้งไว้แต่ลูกชายวัยหนึ่งเดือนอันเป็นภาระหนักหน่วงที่พวกเขาไม่อาจแบกรับไว้ แต่ไม่มีเลยสักคำที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้คิดถึงภาระหนักหน่วงที่อีกฝ่ายได้รับไปบ้างแต่อย่างใด ค่าจ้างค่าออนเพียงเงินหนึ่งพันห้าร้อยบาทสำหรับการดูแลเด็กอ่อนทั้งวันและทั้งคืนคงไม่อาจหาผู้ใดรับงานนี้ได้อย่างแน่นอน


ก่อนหน้าที่พวกเขาจะผละไป พวงแสดบอกน้องชายว่า


“เงินพันห้าร้อยบาทที่ให้ พี่จะฝากไว้ให้ตานก ถ้าเกิดเงินขาดมือพี่ค่อยใช้มันก็แล้วกัน”


“แล้วแต่พี่เถอะ เจ้าเบิร์ดมันก็เป็นหลานพี่...พี่ก็ไม่มีครอบครัว...ไม่มีลูก ต่อไปสมบัติพัสถานพี่ก็ยกให้หลานไม่ใช่หรือ...”


ยายยี่สุ่นกับลูกสาวได้แต่นั่งนิ่งงันพูดไม่ออก จนแม้ลูกชายและลูกสะใภ้กลับไปแล้ว ก็ไม่มีคำตำหนิติเตียนหรือคำค่อนขอดจากคนทั้งสอง นอกจากออกอาการทอดถอนใจยาวและเก็บความรู้สึกหลากหลายไว้ภายในอีกเช่นเคย


หนูน้อยหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมกอดของย่าบ้าง ป้าบ้าง ได้รับอาหารดีๆ ที่ป้อนจากมือของย่าและป้าผู้อารี เติบโตมากับเสียงเพลงกล่อมเด็กเอื่อยอ่อนได้ฟังนิทานดีๆ ก่อนนอน ติดสอยห้อยตามย่าและป้าไปตามที่ต่างๆ ความผูกพันระหว่างย่า ป้า และหลานทวีขึ้นทุกวัน...ทุกวัน...ครั้นมาประกอบกับความห่างเหินของพ่อแม่ที่มิได้กระทำตามที่เคยให้สัญญาไว้แต่ตอนแรก เด็กน้อยจึงติดย่าและป้าทบทวี


ในช่วงที่หนูน้อยอายุได้สองขวบ ยายยี่สุ่นก็ล้มเจ็บลงด้วยไข้หวัดธรรมดา แต่เพราะความสูงอายุ และการได้พักผ่อนน้อยทำให้ร่างกายอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว พอเกิดโรคปอดบวมแทรกซ้อน แกก็จากโลกนี้ไปอย่างง่ายดายโดยมิได้มีโอกาสร่ำลาลูกและหลานที่แกรักและผูกพันเลยแม้แต่คำเดียว


พวงแสดร้องไห้กับการสูญเสียครั้งนี้น้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด นึกถึงคำพูดของแม่ที่ห่วงใยว่าตนจะอยู่กับใคร หากแกต้องตายจากไป...ตอนนี้พวงแสดได้รับรู้แล้วถึงความมืดมนของคำตอบ เธอเป็นสาวตัวคนเดียว ก็คงจะต้องอยู่คนเดียวแต่ครั้นหันไปเห็นหลานชาย ความหวังของพวงแสดก็ก่อตัวขึ้น ความรัก ความผูกพัน และความหวังว่าตนก็ยังมีหลานชายนี่แหละที่ทำให้เธอมีกำลังใจที่จะยืนหยัดต่อไปอีก


“อยู่กับป้านะลูก...ลูกอย่าทิ้งป้าไปนะ...”


พวงแสดกอดหลานชายไว้แน่น พร่ำพูดในสิ่งที่เด็กน้อยยังมิอาจเข้าใจได้ลึกซึ้งแต่อย่างใด


แต่เมื่อหลานชายมีอายุถึงวัยที่จะเข้าโรงเรียนได้ ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ก็มาเรียกร้องทวงคืนไปโดยปราศจากความเห็นใจเลยแม้แต่น้อย


“เบิร์ดต้องเข้าโรงเรียนแล้วล่ะพี่...ผมมาขอรับแกไปอยู่ด้วย”


“ให้เข้าโรงเรียนใกล้ๆ นี่ได้มั้ย...ให้แกอยู่กับพี่ พี่รับรองว่าจะดูแลแกอย่างดีที่สุด”


เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่พี่สาวเป็นฝ่ายวิงวอนขอร้อง ขอความเห็นใจแต่ผลที่ได้ไม่เหมือนกับที่อีกฝ่ายเคยเรียกร้องต้องการ


“ไม่ได้หรอกพี่ ลูกของผมจะเรียนโรงเรียนเล็กๆ กระจอกๆ แถวๆ นี้ได้ยังไง...ไว้พี่ค่อยคอยเลี้ยงเจ้าสองคนนั่นก็แล้วกันนะ ไม่นานคงมีมาให้พี่เลี้ยงแน่...”


“แล้วพี่จะอยู่คนเดียวได้ยังไง...ถ้าไม่มีตานกพี่ก็ไม่มีใครอีกแล้ว พี่ขอร้องเถอะนะ ให้แกโตกว่านี้อีกนิด...ให้เวลาพี่ทำใจ...พี่ตั้งใจไว้แล้วว่าบั้นปลายของชีวิตพี่จะไปให้ชีวิตอยู่ในวัด...


“พี่พวงอย่าพูดเอาแต่ได้ซี พี่คิดถึงแต่ตัวเอง พูดเห็นแก่ได้ ลูกใครใครก็รัก จริงอยู่ดากำลังท้องอ่อนๆ แต่ลูกคนต่อไปเราไม่เอามาให้พี่เลี้ยงอีกหรอก ตอนนี้เรามีเด็กมาอยู่ที่บ้านแล้ว แต่ถึงเราจะมีลูกอีก ตาเบิร์ดก็เป็นลูกเรา เราจะยกให้พี่ง่ายๆ ได้ไง...และที่พี่ว่าพี่อยู่คนเดียวไม่ได้...พี่ก็ไปอยู่วัดเสียแต่ตอนนี้เลยก็ได้พี่ คนในละแวกบ้านย่านนี้ที่พี่รู้จักก็ไปอยู่ที่นั่นกันหลายคน พี่อายุพอสมควรแล้วไปเข้าวัดฟังธรรมอยู่อย่างสงบให้สมวัยจะดีกว่า”


ศาลาท่าน้ำใต้ร่มเงาของต้นตะแบกสูงใหญ่ได้กลายเป็นสถานที่ที่ยายพวงแสดมานั่งร้องเพลงมาลัยไว้บูชาพระหลังเสร็จงานในวัดแล้วทุกๆ วัน พลางก็มักจะมองดูสายน้ำที่ไหลผ่านไปเงียบๆ ...สายน้ำไหลไปแล้วก็จะไม่หวนคืนกลับ เหมือนชีวิตของคนที่ไม่อาจเพรียกเรียกหาความประทับใจบางช่วงของชีวิตให้หวนคืน


ธรรมสถานแห่งนี้ได้ช่วยเยียวยา “ใจดวงหนึ่ง” ที่ต้องอดทน...อดกลั้น ต้องรับความรู้สึกทุกข์ท้อ น้อยใจ หดหู่และอีกหลายๆ ความรู้สึกที่ผู้คนรอบข้างเป็นกลไกป้อนให้มาตั้งแต่วัยเด็กจนล่วงเข้าสู่วัยปลายให้ค่อยๆ สงบลง...สงบลงจนสามารถยอมรับสัจจธรรมของชีวิตได้โดยดุษณี แม้จนหลานชายได้มาเยี่ยมเยือนเมือไม่นานมานี้และจะขอรับตัวไปอยู่ด้วยแกกลับปฏิเสธไปด้วยอาการอันสงบ


“ขอบใจนกมากที่ยังคิดถึงป้า จะมารับข้าไปดูแลในยามแก่เฒ่า ความกตัญญูกตเวทิตาคุณนี้ก็จะส่งผลดีต่อตัวนกเอง แต่ป้าพอใจ และมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่นี่แล้ว อย่าดึงป้าไปสู่โลกแห่งความสับสนภายนอกอีกเลย”


หญิงชราร้อยพวงมาลัยมาลิสดเสร็จแล้วก็ค่อยๆ หย่อนมันลงในตะกร้าหวายใบย่อมๆ ที่วางอยู่ข้างตัวอย่างระมัดระวังพลางก็ขยับลุกขึ้น แต่ก่อนจะผละจากที่นั่นแกทอดสวยตาดูสายน้ำอยู่ราวอึดใจ ก่อนจะเดินจากมาเงียบๆ ด้วยอาการอันสงบอย่างผู้ที่ปลงใจให้กับความเป็นไปของชีวิตได้อย่างมั่นคงแล้ว

.หูไม่ตรงกับตา (เนย Senorita)

เพลงนี้เพราะมากที่สุด

นารูโตะ

SweetMullet หลอมละลาย นารูโตะ VS โอโรจิมารุ

SweetMullet หลอมละลาย นารูโตะ VS โอโรจิมารุ

โคนัน กลุ่มนักสืบเยาวชนผจญภัย 2-2

โคนัน กลุ่มนักสืบเยาวชนผจญภัย 2-2

โคนัน คดีฆาตกรรมเด็กเดินจ่ายตลาด 1-2

โคนัน คดีฆาตกรรมเด็กเดินจ่ายตลาด 1-2